เปิดโฉมหน้าชัดๆ แม่จิตวิปริต ฆ่าลูกบูชาพระอินทร์ เชือดหลอดลมตายกลางบ้าน ให้ยาย-น้าร่ายคาถาไสยศาสตร์ (แก้ไข, สถิติ)

          ข่าวทั่วไป เป็นกระแสลุกฮืออีกครั้ง หลัง มหาวิทยาลัยขอนแก่นออกมาสร้างละครเวทีเรื่อง วิปลาส ที่สร้างจากคดีฆาตรกรรมโหดของครอบครัวที่เชื่อเรื่องบูชาพระอินทร์ แม่และญาติอีก 3 คน ฆ่าลูกวัย 12 ปี ดับกลางบ้าน  ทำพิธีไสยศาสตร์

Advertisement

 

           จะมีใครคาดคิดบ้างว่าครอบครัวที่ดำรงอยู่อย่างเรียบง่ายและสมถะในสวนมะพร้าว อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนบ้านจะก่อเหตุการณ์สะเทือนขวัญคนทั้งประเทศ ด้วยการฆ่าปาดคอลูกสาววัย 12 ขวบเพราะเชื่อว่าจะช่วยขจัดสิ่งชั่วร้าย แล้วดวงวิญญาณของเด็กจะไป

 

          เรื่องราวสุดแสนจะพิสดารที่เกิดจากความเชื่อยิ่งกว่าเทพนิยายนี้ เกิดขึ้นจริงในโลกปัจจุบัน ในสังคมไทยที่มีพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ จากวันนั้นถึงวันนี้เกือบ 5 ปีเต็ม ณ บ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่ง หมู่ 11 ต.แพงพวย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี สถานที่เกิดเหตุสยองขวัญและได้กลายเป็นตำนานอันพิลึกพิลั่น ยังคงมีผู้คนอาศัยอยู่ 4 คน ซึ่งมีความเกี่ยวพันฉันญาติกับเจ้าของบ้านเดิม บัดนี้แทบไม่มีอะไรผิดแผกไปจากเมื่อก่อน ยกเว้นสภาพจิตใจของพวกเขาและเธอที่อยากจะลืมเรื่องร้ายๆ เหล่านี้ไปจากใจ ทว่าก็ยากเกินจะทน และไม่ขอพูดถึงเมื่อถูกถามถึงเรื่องราวในอดีต

Advertisement

 

          แต่ใช่ว่าเรื่องนี้จะลืมกันได้ง่ายๆ ตรงกันข้ามทุกคนยังจดจำได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนบ้านอย่าง "บุญสม พูลสินธุ์" ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 ที่มีบ้านถัดออกไปเพียง 500 เมตรและก่อนเกิดเหตุไม่กี่วันเขาได้รับคำชักชวนในทำนองเพ้อฝันจากเจ้าของบ้านหลังนี้ด้วย ผู้ใหญ่บุญสมเท้าความเมื่อเกือบ 5 ปีก่อนให้ "คม ชัด ลึก" ฟังอีกรอบ

 

           เรื่องมีอยู่ว่า...บ่ายวันที่ 4 ตุลาคม 2547 ตำรวจ สภ.ดำเนินสะดวก ได้รับแจ้งเหตุฆาตกรรมในบ้านหลังนี้ จึงเดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุและต้องพบกับภาพอันชวนตกตะลึง เมื่อเห็นร่างไร้วิญญาณของ ด.ญ.ประภัสสร เจียมเจริญ อายุ 12 ขวบ นอนสิ้นลมหายใจอยู่กลางบ้านท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง บริเวณลำคอถูกของมีคมปาดจนหลอดลมขาด เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง กลางบ้านมีโต๊ะวางอยู่คล้ายกับกำลังทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ มีเส้นผมจำนวนหนึ่งแช่น้ำอยู่ในกะละมัง ที่นอนถูกนำไปเผาทิ้งข้างบ้าน และมีดอีโต้เปื้อนเลือดตกอยู่ใกล้ๆ ศพ

 

          บริเวณชั้นบนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยินเสียงพูดคุยและเสียงสวดมนต์ด้วยภาษาบาลีเล็ดลอดออกมาจากประตูห้องนอนห้องหนึ่ง ด้วยความงุนงงสงสัยเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเรียกให้คนข้างในเปิดประตู แต่ไม่เป็นผลจึงตัดสินใจพังประตูเข้าไปพบผู้หญิง 4 คนกำลังสวดบริกรรมคาถาด้วยถ้อยคำไม่ได้ศัพท์ ประกอบด้วย นางกาญจนา เจียมเจริญ อายุ 50 ปี นางบัว เจียมเจริญ อายุ 68 ปี นางอนงค์ เจียมเจริญ อายุ 45 ปี และ น.ส.จรินทร์ เจียมเจริญ อายุ 32 ปี ทั้งหมดเป็นพี่น้องกันทันทีที่เห็นตำรวจทุกคนก็ด่าทอขับไล่ตำรวจ แล้วคว้ามีดไล่ฟันจนเกิดความโกลาหลขึ้น

Advertisement

 

           เพราะเวลานั้นไม่ได้มีแต่เฉพาะตำรวจเท่านั้น แต่ยังมีไทยมุงอีกจำนวนมากที่สนใจใคร่รู้ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นเพื่อนบ้านที่ต่างก็รู้จักมักคุ้นกับครอบครัวนี้ทั้งสิ้น ต่างแตกหนีกระเจิงไปในสวนมะพร้าวคนละทิศละทาง บางคนล้มลุกคลุกคลาน ตกน้ำตกท่าลงไปในคูร่องสวน ได้แผลเปิดเปิงกันไปพอหอมปากหอมคอ หลายคนพยายามเรียกชื่อให้คืนสติ แต่เหมือนกับยิ่งยั่วยุมากขึ้นๆ จนตำรวจต้องใช้กำลังเข้าควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ในที่สุด

 

          "สี่พี่น้องมีความเชื่อเรื่องการบูชาพระอินทร์มานานแล้ว เขาเคยมาชวนชาวบ้านละแวกนี้ให้มาร่วมทำพิธีกรรมต่างๆ นานาหลายครั้ง ด.ญ.ประภัสสรเองก็เป็นลูกของนางกาญจนา ที่อ้างว่าเป็นร่างทรงและก่อนเกิดเหตุก็กำลังเข้าทรง แล้วสั่งให้นางอนงค์ไปตัดต้นมะพร้าวในสวนให้หมด จากนั้นให้ฆ่าลูกสาวตัวเองเพื่อทำพิธีปลดปล่อยดวงวิญญาณ เพราะเชื่อว่าเด็กคนนี้นำความชั่วร้ายติดตัวมาด้วย จึงต้องฆ่าเสีย" ผู้ใหญ่บุญสม เล่า

 

          ผู้ใหญ่บุญสมเองก็เป็นหนึ่งในเพื่อนบ้านที่ได้รับการชักชวนจากกาญจนา โดยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2547 หรือ 2 วันก่อนเกิดเหตุ เวลาประมาณตี 3 อนงค์ได้มาตามที่บ้านผู้ใหญ่บุญสม ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 500 เมตร เขาเข้าใจว่าเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นจึงเดินตามไปที่บ้าน เมื่อขึ้นไปชั้นบนก็สังเกตเห็นโต๊ะหมู่บูชา อนงค์บอกให้นั่งหลับตาทำสมาธิ เพราะตัวเขาเคยทำร้ายพระอินทร์ในชาติภพก่อน ผู้ใหญ่บุญสมได้แต่นั่งหลับตามั่งลืมตามั่ง พอเห็นท่าไม่ดีเลยขอตัวกลับบ้าน

Advertisement

 

          เรื่องน่าจะจบลงแค่นั้น ทว่าคืนต่อมาเวลาประมาณ 4 ทุ่ม อนงค์กลับมาหาผู้ใหญ่บุญสมอีกครั้ง ถึงตอนนี้เขาเริ่มรู้แล้วว่ามีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นที่บ้านหลังนี้จึงปฏิเสธไป กระทั่งคืนวันที่ 4 ตุลาคมเวลาราวๆ ตี 2 ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงก็ได้ยินเสียงเด็กร้องกรี๊ดด้วยความเจ็บปวดแล้วก็เงียบหายไป ไม่มีใครคาดคิดไปถึงว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นในสังคมชนบทที่สุดแสนสงบเงียบแห่งนี้

 

          ด.ญ.ประภัสสรถูกอนงค์ผู้มีศักดิ์เป็นป้าใช้มีดอีโต้ปาดคอจนเสียชีวิต แล้วตัดผมของเด็กไปแช่น้ำ นำเสื้อผ้าและที่นอนไปเผา ด้วยเชื่อว่าเป็นการส่งวิญญาณให้ไปสู่สุคติ ช่วยให้โลกสว่างไสวขึ้น และการที่กาญจนาผู้เป็นแม่บังเกิดเกล้าสามารถสื่อสารกับพระอินทร์ได้ จะช่วยส่งวิญญาณของลูกสาวให้พระอินทร์ดูแล

          "ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเพื่อนบ้านต่างหวาดระแวงครอบครัวนี้ เด็กๆ หลายคนถูกห้ามไม่ให้เข้าใกล้บ้านหลังนี้ ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนเราจะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน หลายคนเชื่อว่าเหตุเศร้าสลดเหล่านี้เกิดจากความกดดันในอดีตของแม่เด็ก" ผู้ใหญ่บุญสม กล่าว

 

          บาดแผลในอดีตของกาญจนาคือการถูกคนร้ายข่มขืนขณะอายุได้ 17 ปี ต่อมาเธอให้กำเนิด ด.ญ.ประภัสสร โดยมีอนงค์ผู้เป็นป้าคอยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี แต่แล้วทุกคนก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวที่เคยสุขสงบนี้ ปัจจุบันสี่พี่น้องเข้ารับการรักษาอาการทางประสาทที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์

          อาจารย์เสือ เข็มเทวดา ชมรมการอนุรักษ์สักยันต์ไทย ให้ความเห็นว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังคงมีผู้คนเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ในรูปแบบต่างๆ จะเห็นได้จากพิธีการต่างๆ ที่อาจารย์แต่ละสำนักจัดขึ้น มักจะเน้นเรื่องการแสดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ และอำนาจ สามารถพบเห็นได้ตามแนวชายแดน เช่น พม่าและเขมร ยังมีการบูชายัญและฆ่าเด็ก ขึ้นอยู่กับคนในสังคมว่าหลงงมงายมากน้อยแค่ไหน ความเจริญด้านวัตถุเข้าถึงหรือไม่ ขณะเดียวกันก็ต้องตั้งคำถามว่า อะไรคือปัญหาที่ทำให้คนต้องหันไปพึ่งสิ่งเร้นลับและไสยศาสตร์

Advertisement

 

          "ปัจจุบันมีอาจารย์สำนักต่างๆ เกิดขึ้นหลายสำนัก พยายามแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ตัวเองกลายเป็นที่ยอมรับของสังคม จึงไม่แปลกที่จะเห็นการทำร้ายตัวเองด้วยมีด ไม้ รวมถึงการนั่งบริกรรมคาถาในน้ำมันร้อนฉ่า เพราะถ้ามีคนยอมรับอุทิศตัวเป็นศิษย์ก็จะมีผลประโยชน์เข้ามาเป็นเงาตามตัว ตรงกันข้ามการที่เราจะเป็นที่ยอมรับของศิษย์นั้น ไม่จำเป็นต้องแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อะไรเลย แค่ทำความดีให้เขาเห็น เมื่อเขาศรัทธาในการกระทำอันบริสุทธิ์ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปทำร้ายตัวเอง" อาจารย์เสือแนะนำ

 

          สำหรับเรื่องราวของกาญจนาและครอบครัวนั้น อาจารย์เสือให้ทัศนะว่า น่าจะมีอะไรฝังอยู่ในจิตใจลึกๆ เมื่อได้รับฟังคำแนะนำจากคนที่มีความเชื่อศรัทธาก็จะถูกชักจูงได้ง่าย โดยเฉพาะการชักจูงให้ทำเรื่องไร้สติอย่างที่เกิดขึ้น

          ขณะที่ ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม นักจิตวิทยาชื่อดัง ยืนยันทันทีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นหากมองทางการแพทย์หรือนักจิตวิทยาเข้าข่ายผู้มีจิตใจผิดปกติ หรือมีอาการทางประสาท แต่ต้องมองย้อนกลับไปด้วยว่าคนเหล่านี้ไปเอาความเชื่อเหล่านี้มาจากไหน เรื่องความเชื่อลักษณะนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือในกลุ่มคนอะบอริจิ้นชนพื้นเมืองในออสเตรเลีย ที่มีพฤติกรรมฆ่าตัดคอหรือบูชาสาวพรหมจรรย์

 

          "เรื่องเหล่านี้มาจากความเชื่อทั้งสิ้น ทั้งหมดไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ มโนภาพต่างๆ เกิดจากจินตนาการจับต้องไม่ได้ คนที่มีความเชื่อลักษณะนี้รู้เพียงอย่างเดียวว่าทำแบบนี้ แบบนั้น ตามคำบอกของผู้นำกลุ่มก็พอแล้ว คล้ายกับเรื่องอุปทานหมู่"

Advertisement

 

          ดร.วัลลภแนะนำด้วยว่าหากต้องการแก้ไขเรื่องนี้จะต้องเปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนสังคมใหม่ให้มองเรื่องของรูปธรรมอย่าไปสนใจเรื่องนามธรรมมากเกินไป ขั้นแรกเริ่มจากที่บ้านก่อนด้วยตัวของพ่อแม่ ให้ความรู้ที่ถูกต้อง ขั้นที่สองคือที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ครูอาจารย์ต้องมีวิชาหนึ่งๆ ให้นักเรียนนักศึกษาและเปลี่ยนทัศนคติต่อกัน โดยครูหรือใครก็ตามต้องแสดงให้เห็นว่า การกระทำหรือความเชื่ออะไรที่ถูกต้อง สุดท้ายสังคมต้องมีทางออกให้คนเหล่านี้ด้วย อย่าให้เขาหันไปพึ่งสิ่งที่จับต้องไม่ได้

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก

komchadluek.net

ขอบคุณคลิปและภาพ

เฟซบุ๊ก Aompannarai Suwanhitaton 

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook

ติดตามเราจากช่องทางอื่นๆ